|
|
|
 |
เป็นคอนกรีตที่ถูกพัฒนามาเพื่อให้มีคุณสมบัติในการพัฒนากำลังอัดเร็วกว่าคอนกรีตปกติทั่วไป เหมาะสำหรับงานพื้นถนนที่ต้องการใช้งานเร็ว เช่น งานเทถนนในพื้นที่ที่มีการจราจรคับคั่ง ไม่สามารถปิดการจราจรได้นาน หรือ งานซ่อมแซมพื้นทางที่ต้องการคืนพื้นที่ใช้งานเร็ว โดยมีค่ากำลังอัดตั้งแต่ 240 จนถึง 280 กก./ ซม2 (ทรงลูกบาศก์) ที่อายุ 8 ชม.และ 24 ชม. โดยส่วนผสมคอนกรีตประเภทนี้จะใช้น้ำยาผสมคอนกรีตประเภทลดน้ำอย่างมาก ตามมาตรฐาน ASTM C 494 คอนกรีตประเภทนี้จะมีระยะเวลาการแข็งตัวที่เร็วกว่าคอนกรีตปกติ ทำให้คอนกรีตสามารถพัฒนากำลังอัดในช่วงต้นได้ดี
|
คอนกรีตประเภทนี้ใช้สำหรับงานซ่อมแซมผิวถนน ที่ต้องการกำลังอัดสูงในช่วงต้น งานที่ต้องการเปิดหน้างานเร็ว เป็นต้น ดังนั้นจึงควรเตรียมความพร้อมในการเทคอนกรีต และปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็ว เพื่อกระชับเวลาในการปิดกั้นพื้นที่ โดยทั่วไปคอนกรีตชนิดนี้จะถูกออกแบบมาให้สามารถพัฒนากำลังอัดได้ตามค่าที่ต้องการภายในระเวลา 8 - 24 ชั่วโมง
|
|
|
1. หลีกเลี่ยงการผสมน้ำเพิ่มที่หน้างาน เพราะจะทำให้ส่วนผสมคอนกรีตเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลให้คอนกรีตเกิดการแยกตัว ขณะเทคอนกรีต ส่งผลให้เกิดปัญหาเป็นฝุ่นที่ผิวหน้าคอนกรีตและเกิดค่ากำลังอัดต่ำกว่าค่าการรับรอง เป็นต้น
2. หลีกเลี่ยงการเทคอนกรีต ในที่อากาศร้อนจัด เพื่อป้องกันการสูญเสียค่าการยุบตัวของคอนกรีตอย่างรวดเร็ว และการแตกร้าวเนื่องจากการสูญเสียน้ำในเนื้อคอนกรีต
3. ในระหว่างการเทคอนกรีต ควรมีการลำเลียงคอนกรีตอย่างเหมาะสม ไม่ปล่อยคอนกรีตจากที่สูงเพื่อป้องกันการแยกตัวของคอนกรีต รวมทั้งการทำคอนกรีตให้แน่นอย่างเหมาะสม เพื่อให้คอนกรีตเข้าแบบหล่อได้อย่างสมบูรณ์ เป็นเนื้อเดียวกันไม่เกิดรูพรุนเมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้ว
4. หลังจากที่คอนกรีตแข็งตัวแล้ว ควรมีการบ่มคอนกรีตที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำของคอนกรีต ส่งผลให้ลดปัญหา ในเรื่องของการแตกร้าวของคอนกรีตเนื่องจากการหดตัว และทำให้การพัฒนากำลังอัดคอนกรีตเกิดได้อย่างสมบูรณ์
5.ควรใช้ Micro Fiber ในการผสมคอนกรีต เพื่อลดปัญหาเรื่องการแตกร้าว (Shrinkage)
|
|
|
|
|