|
|
|
 |
เป็นคอนกรีตที่ออกแบบมาให้น้ำซึมผ่านได้อย่างรวดเร็ว โดยถือเป็นคอนกรีตเบาประเภทหนึ่ง ที่มีค่าความหนาแน่นอยู่ในช่วง 1, 600 – 2,000 กก. / ลบ.ม. มีอัตราการซึมผ่านน้ำ ประมาณ 200 ลิตร/ ตร.ม./นาที มีความสามารถในการระบายน้ำได้ดีจึงเหมาะกับการใช้งานในงานพื้นทางเดินเท้าพื้นลานจอดรถ งานตกแต่งภูมิทัศน์ พื้นผิวที่ต้องการปลูกหญ้าด้านบน และมีความแข็งแรงรับน้ำหนักได้ดี และพื้นโรงเรือนเพาะชำ เพราะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขัง เพื่อให้มีความปลอดภัย และสะดวกในการใช้งานมากขึ้น
คอนกรีตน้ำซึมไหลผ่านได้ ยังมีอัตราการนำความร้อนต่ำ และมีความสามารถเป็นฉนวนดีกว่าคอนกรีตปกติ จึงช่วยในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศได้ และที่มากไปกว่านั้น ยังสามารถออกแบบ และพัฒนาเพื่อให้เป็นระบบการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ภายในอาคาร และที่สำคัญยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของระบบระบายน้ำ และเหล็กเสริมคอนกรีตได้ ในกรณีพื้นที่ใช้งานขนาดเล็ก และไม่ได้รับน้ำหนักมาก เพราะสามารถออกแบบให้น้ำซึมลงสู่ดินเดิมได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีระบบระบายน้ำออกจากพื้นที่
|
|
 |
ทำการบดอัดชั้นรองพื้นทาง หรือ ชั้นดินเดิมก่อนทำการฝังท่อเพื่อระบายน้ำ ตามระยะที่เหมาะสม ก่อนทำการบดอัดชั้นพื้นทาง ซึ่งชั้นรองพื้นทางมีความหนาประมาณ 15 ซม. ตรวจสอบค่าความหนาแน่นของชั้นรองพื้นทางให้ไม่ต่ำกว่า 95% หลังจากนั้นทำการเทคอนกรีตน้ำซึมผ่านได้ลงไป เป็นชั้นผิวทาง (หนาประมาณ15 - 25 ซม.) หลังจากเทคอนกรีตน้ำซึมผ่านได้ลงไปแล้วให้เกลี่ยผิวคอนกรีตให้เรียบด้วย screeder และอัดแน่นคอนกรีตด้วยลูกกลิ้งเหล็กที่มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 100 กิโลกรัมต่อเมตร ใช้พลาสติกคลุมผิวหน้าคอนกรีตทันทีที่บดอัดเสร็จ และทิ้งไว้จนแห้งห้ามรบกวนหลังจากแห้งแล้วทำการทำรอยต่อคอนกรีตโดยทำรอยต่อคอนกรีตทุก ๆ ระยะ 6 เมตร เพื่อป้องกันรอยแตกร้าวของคอนกรีต และหลังจากนั้นทำการปิดรอยต่อด้วยยางมะตอย
|
|
|
1. ควรมีการวางแผนการการลำเลียง และเทคอนกรีตอย่างเหมาะสม เนื่องจากเป็นคอนกรีตที่มีความข้นค่อนข้างสูง จึงไม่สามารถลำเลียง และไหลเข้าสู่แบบได้เหมือนคอนกรีตทั่วไป
2. ในระหว่างการเทคอนกรีต ควรปรับระดับผิวพื้นให้ได้ระดับก่อนคอนกรีตแข็งตัว เนื่องจากหากว่าพื้นคอนกรีต ยังไม่ได้ระดับแล้วนำมาคอนกรีตเพิ่มเติมในภายหลัง คอนกรีตในส่วนนั้นอาจเกิดการหลุดร่อนได้
3. หลังจากที่คอนกรีตแข็งตัวแล้ว ควรมีการบ่มคอนกรีตที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำของคอนกรีต เพื่อให้การพัฒนากำลังอัดคอนกรีตเกิดได้อย่างสมบูรณ์
4. ควรมีการทำรอยต่อ (Joint) ที่ระยะไม่เกิน 6 เมตร เพื่อควบคุมการแตกร้าวอันเนื่องมาจากพฤติกรรมของโครงสร้างพื้นที่วางอยู่บนดิน (Slab on ground)
|
|
|
|
|